หลายธุรกิจทำแคมเปญเหมือนหว่านข้อความเดียวให้ลูกค้าทั้งฐาน แล้วค่อยลุ้นว่าใครจะตอบกลับ ปัญหาคือ ลูกค้าแต่ละคนไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกัน คนเพิ่งซื้อครั้งแรกต้องการการต้อนรับ คนที่ซื้อประจำต้องการข้อเสนอที่รักษาความสัมพันธ์ ส่วนคนที่หายไปนานอาจต้องการเหตุผลใหม่ให้กลับมา ถ้าสื่อสารเหมือนกันหมด งบก็รั่ว ยอดก็ไม่โตเท่าที่ควร
สำหรับ SME การแบ่งกลุ่มลูกค้าไม่ใช่งานขององค์กรใหญ่เท่านั้น แต่เป็นวิธีลดการยิงแคมเปญแบบเดาสุ่มให้เหลือการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น วันที่ซื้อครั้งล่าสุด จำนวนครั้งที่ซื้อ ยอดรวมที่จ่าย หรือพฤติกรรมการกดดูสินค้า บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่เกณฑ์แบ่งกลุ่ม 4 แบบ วิธีทำ RFM แบบง่าย ไปจนถึงตัวอย่าง segment ที่หยิบไปใช้กับ Broadcast และแคมเปญได้ทันที
1Segmentation คืออะไร และทำไม SME ควรเริ่มจากเรื่องนี้
Segmentation คือการแบ่งฐานลูกค้าออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมคล้ายกัน เพื่อให้ส่งข้อความ โปรโมชัน และข้อเสนอได้ตรงความต้องการมากขึ้น เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้สวยในรายงาน แต่เพื่อให้ต้นทุนต่อการได้ยอดขายลดลง และอัตราตอบกลับดีขึ้น
ผลกับยอดขาย
ข้อความที่ตรงกลุ่มมักได้ Conversion สูงกว่าข้อความเดียวส่งทั้งฐาน เพราะข้อเสนอสัมพันธ์กับความตั้งใจซื้อของลูกค้า
ผลกับต้นทุน
ลดการยิงโปรโมชันกว้างเกินจำเป็น เช่น ไม่ต้องแจกส่วนลดแรงให้ลูกค้าประจำที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว
ผลกับทีมงาน
ทีมขายและทีมแอดมินจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น รู้ว่ากลุ่มไหนควรโทร กลุ่มไหนควร Broadcast และกลุ่มไหนควรปล่อยอัตโนมัติ
💡 หลักคิดสำคัญ
แบ่งกลุ่มเท่าที่ดูแลไหวก่อน 4-6 กลุ่มก็พอสำหรับ SME ถ้ากลุ่มเยอะเกินไป ทีมจะทำคอนเทนต์ไม่ทัน วัดผลยาก และสุดท้ายกลับไปใช้ข้อความเดียวเหมือนเดิม
2เกณฑ์แบ่งกลุ่มลูกค้า 4 แบบที่ใช้ได้จริง
การแบ่งกลุ่มไม่มีสูตรเดียวตายตัว แต่มี 4 เกณฑ์หลักที่ใช้กันบ่อย และเหมาะกับธุรกิจไทยแทบทุกประเภท ทั้งค้าปลีก บริการ คลินิก การศึกษา และ B2B ขนาดเล็ก
| ประเภท | ใช้ข้อมูลอะไร | ตัวอย่างแบบไทย | เหมาะกับแคมเปญแบบไหน |
|---|---|---|---|
| Demographic | อายุ เพศ อาชีพ รายได้ สถานะครอบครัว | ร้านเสื้อผ้าแบ่งวัยทำงาน 25-35 กับวัย 36-50 | โปรโมชันตามช่วงวัย ราคา และสไตล์สินค้า |
| Geographic | จังหวัด เขต เมือง/ต่างจังหวัด ระยะทาง สาขา | ร้านอาหารส่งเฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งธน กับโซนสุขุมวิท | ค่าส่ง โปรเปิดสาขาใหม่ หรือเวลาส่งที่ต่างกัน |
| Behavioral | ประวัติซื้อ ความถี่ มูลค่า การกดดู การทักแชต | ลูกค้าที่ซื้อทุกเดือน กับคนที่แค่ดูสินค้าแต่ไม่สั่ง | แคมเปญเร่งปิดการขาย รีมาร์เก็ตติ้ง หรือสะสมแต้ม |
| Psychographic | ไลฟ์สไตล์ ความสนใจ ค่านิยม เหตุผลในการซื้อ | กลุ่มรักสุขภาพ กลุ่มเน้นประหยัด กลุ่มชอบของพรีเมียม | ข้อความขายที่เน้นคุณภาพ ความคุ้มค่า หรือภาพลักษณ์ |
1) Demographic: เริ่มง่ายที่สุดเมื่อข้อมูลยังไม่เยอะ
ถ้าธุรกิจเพิ่งเริ่มเก็บข้อมูล Demographic เป็นจุดตั้งต้นที่ง่าย เช่น อายุ อาชีพ หรือสถานะลูกค้า B2B/B2C ตัวอย่างเช่น โรงเรียนกวดวิชาแบ่งผู้ปกครองเด็กประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เพราะเหตุผลซื้อและคอร์สที่สนใจต่างกัน หรือร้านเครื่องสำอางอาจแบ่งกลุ่มวัยทำงานออฟฟิศกับนักศึกษา เพื่อสื่อสารเรื่องงบประมาณและลุคที่ต่างกัน
2) Geographic: สำคัญมากเมื่อบริการขึ้นกับพื้นที่
ธุรกิจที่มีสาขา มีการจัดส่ง หรือมีข้อจำกัดเรื่องโลจิสติกส์ควรใช้เกณฑ์พื้นที่เสมอ เช่น ร้านวัสดุก่อสร้างแบ่งลูกค้าในรัศมี 10 กิโลเมตรจากสาขา เพื่อยิงโปรค่าส่งเฉพาะพื้นที่ หรือคลินิกความงามแบ่งกลุ่มตามจังหวัดเพื่อโปรโมตแพ็กเกจเฉพาะสาขา ถ้าส่งข้อความเรื่องสาขาที่ไม่เกี่ยว ลูกค้ามักไม่สนใจทันที
3) Behavioral: ให้ผลกับยอดมากที่สุดในหลายธุรกิจ
พฤติกรรมการซื้อและการมีส่วนร่วมมักเป็นข้อมูลที่บอกเจตนาได้ชัดกว่าอายุหรือเพศ เช่น ใครเพิ่งซื้อ ใครซื้อบ่อย ใครกดดูสินค้าเดิมหลายครั้งแต่ยังไม่จ่าย หรือใครเคยทักแชตแล้วเงียบ ข้อมูลชุดนี้ใช้ทำแคมเปญได้เร็วและเห็นผลไว เพราะผูกกับการกระทำจริงของลูกค้า
4) Psychographic: ใช้เพื่อปรับข้อความให้โดนใจ
Psychographic ไม่ได้ดูว่าลูกค้าเป็นใคร แต่ดูว่าเขาคิดอะไรและเลือกซื้อเพราะอะไร เช่น ร้านอาหารสุขภาพอาจมีทั้งกลุ่มที่จริงจังเรื่องแคลอรี และกลุ่มที่อยากกินคลีนแต่ยังต้องอร่อยเหมือนอาหารปกติ สินค้าอาจเหมือนกัน แต่ข้อความขายควรต่างกัน กลุ่มแรกเน้นตัวเลขโภชนาการ กลุ่มหลังเน้นเมนูอร่อยและกินง่าย
3เริ่มทำ RFM แบบง่ายด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
ถ้าจะเลือกวิธีเดียวที่ช่วย SME เห็นภาพลูกค้าจากข้อมูลซื้อจริง RFM เป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุด เพราะใช้ข้อมูลไม่มากและแปลเป็นแคมเปญได้ทันที RFM ย่อมาจาก Recency, Frequency, Monetary
Recency
ลูกค้าซื้อล่าสุดเมื่อไร ยิ่งซื้อใกล้วันนี้มาก ยิ่งมีโอกาสตอบสนองต่อแคมเปญสูง
Frequency
ลูกค้าซื้อบ่อยแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 6 เดือน หรือ 12 เดือน
Monetary
ลูกค้าใช้เงินรวมเท่าไรในช่วงเวลาที่กำหนด ช่วยแยกกลุ่มมูลค่าสูงจากลูกค้าทั่วไป
ข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องมี
- →รหัสลูกค้าหรือเบอร์โทร เพื่อระบุว่าเป็นคนเดิม
- →วันที่สั่งซื้อแต่ละครั้ง
- →ยอดชำระต่อบิล
- →ถ้ามีได้เพิ่ม: ช่องทางซื้อ สาขา ประเภทสินค้า และสถานะการชำระเงิน
วิธีคำนวณแบบง่ายใน Excel หรือ Google Sheets
- 1
กำหนดช่วงเวลาวิเคราะห์
สำหรับ SME แนะนำเริ่มที่ 6 เดือนหรือ 12 เดือน ถ้าสินค้าซื้อบ่อย เช่น อาหารเสริม กาแฟ หรือของใช้ประจำวัน ใช้ 6 เดือนก็พอ ถ้าซื้อไม่บ่อย เช่น เฟอร์นิเจอร์ อาจใช้ 12 เดือน
- 2
คำนวณ Recency
หาวันที่ซื้อล่าสุดของลูกค้าแต่ละคน แล้วนับว่าห่างจากวันนี้กี่วัน เช่น วันนี้ 30 มิ.ย. ลูกค้าคน A ซื้อครั้งล่าสุด 20 มิ.ย. Recency = 10 วัน
- 3
คำนวณ Frequency
นับจำนวนออเดอร์ในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ลูกค้าคน A ซื้อ 5 ครั้งใน 6 เดือน Frequency = 5
- 4
คำนวณ Monetary
รวมยอดใช้จ่ายทั้งหมดของลูกค้าในช่วงนั้น เช่น ลูกค้าคน A จ่ายรวม 18,500 บาท Monetary = 18,500
- 5
ให้คะแนน 1-5
จัดอันดับลูกค้าเป็น 5 กลุ่ม เช่น 20% แรกได้ 5 คะแนน 20% ถัดไปได้ 4 คะแนน โดย Recency ยิ่งวันน้อยยิ่งได้คะแนนสูง ส่วน Frequency และ Monetary ยิ่งมากยิ่งได้คะแนนสูง
- 6
รวมคะแนนเพื่อสร้าง segment
เช่น ลูกค้าได้ R=5 F=4 M=5 แปลว่าเพิ่งซื้อบ่อยและมูลค่าสูง เหมาะกับกลุ่ม VIP หรือ High Value
| ลูกค้า | Recency (วัน) | Frequency (ครั้ง/6 เดือน) | Monetary (บาท/6 เดือน) | ตีความเบื้องต้น |
|---|---|---|---|---|
| A | 10 | 5 | 18,500 | ลูกค้ามูลค่าสูงที่ยังแอ็กทีฟ |
| B | 95 | 2 | 2,900 | เริ่มห่าง ควรมีแคมเปญเรียกกลับ |
| C | 7 | 1 | 690 | ลูกค้าใหม่ ควรเร่งซื้อซ้ำ |
| D | 180 | 6 | 22,000 | เคยดีมากแต่หลับนาน ต้องกู้กลับเฉพาะเจาะจง |
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำโมเดลซับซ้อน ขอแค่จัดลำดับความสำคัญได้ว่าลูกค้าคนไหนควรดูแลก่อนก็เริ่มเห็นผลแล้ว โดยเฉพาะเมื่อฐานลูกค้าเกิน 500 รายขึ้นไป การใช้ RFM จะชัดกว่าการใช้ความรู้สึกของทีมขายอย่างเดียว
4ตัวอย่าง 6 เซกเมนต์ที่หยิบไปใช้ได้ทันที
สำหรับ SME ที่อยากเริ่มเร็ว ไม่จำเป็นต้องสร้าง segment สิบกว่ากลุ่มตั้งแต่วันแรก 6 กลุ่มต่อไปนี้ครอบคลุมสถานการณ์ที่เจอบ่อย และต่อยอดจากข้อมูลซื้อหรือพฤติกรรมพื้นฐานได้ง่าย
1) ลูกค้าใหม่ 30 วัน
เงื่อนไข: เพิ่งซื้อครั้งแรกภายใน 30 วัน เป้าหมาย: ทำให้ซื้อซ้ำเร็วที่สุด ข้อความที่เหมาะ: แนะนำวิธีใช้สินค้า รีวิวจากลูกค้าคล้ายกัน หรือโปรซื้อครั้งที่ 2 ภายใน 14 วัน
2) ลูกค้าประจำ
เงื่อนไข: ซื้ออย่างน้อย 3 ครั้งใน 90 หรือ 180 วัน เป้าหมาย: รักษาความถี่และเพิ่มมูลค่าต่อบิล ข้อความที่เหมาะ: แพ็กคู่ ชุดเติม สะสมแต้ม หรือสิทธิ์ก่อนใคร
3) ลูกค้าหลับ
เงื่อนไข: ไม่ซื้อเกิน 60, 90 หรือ 120 วัน ตามรอบสินค้าของธุรกิจ เป้าหมาย: ดึงกลับมาทดลองอีกครั้ง ข้อความที่เหมาะ: ข้อเสนอเวลาจำกัด สินค้าใหม่ หรือถามเหตุผลที่หายไป
4) ลูกค้ามูลค่าสูง
เงื่อนไข: ยอดใช้จ่ายอยู่ใน 10-20% แรกของฐาน เป้าหมาย: รักษาความสัมพันธ์ ไม่ให้ย้ายไปคู่แข่ง ข้อความที่เหมาะ: สิทธิพิเศษ บริการหลังการขาย หรือคอนเทนต์แนะนำสินค้าระดับพรีเมียม
5) คนกดดูแต่ไม่ซื้อ
เงื่อนไข: เปิดอ่าน ดูสินค้า คลิกหน้าโปรโมชั่น หรือเพิ่มลงตะกร้าแต่ยังไม่ชำระ เป้าหมาย: ลดแรงเสียดทานก่อนตัดสินใจ ข้อความที่เหมาะ: ตอบข้อกังวลเรื่องราคา ค่าส่ง รีวิว หรือรับประกัน
6) คนเคยทักแต่ไม่ปิด
เงื่อนไข: เคยคุยกับแอดมินหรือเซลส์ แต่ยังไม่จ่าย เป้าหมาย: ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้น ข้อความที่เหมาะ: สรุปข้อเสนอ นัดติดตาม หรือส่งกรณีศึกษาและคำถามพบบ่อย
ตัวอย่างการตั้งเงื่อนไขแบบไม่ซับซ้อน
- →ลูกค้าใหม่ 30 วัน: วันที่ซื้อครั้งแรกอยู่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา และจำนวนออเดอร์ = 1
- →ลูกค้าประจำ: จำนวนออเดอร์ ≥ 3 ใน 90 วันล่าสุด
- →ลูกค้าหลับ: ไม่มีออเดอร์ใน 90 วันล่าสุด แต่เคยมีประวัติซื้อ
- →ลูกค้ามูลค่าสูง: ยอดรวม 6 เดือนล่าสุดอยู่ในกลุ่มบนสุด 20%
- →คนกดดูแต่ไม่ซื้อ: มีพฤติกรรมเปิดอ่านหรือคลิกสินค้า แต่ไม่มีรายการชำระเงิน
- →คนเคยทักแต่ไม่ปิด: มีแชตหรือใบเสนอราคา แต่สถานะยังไม่ซื้อ
5เอา segment ไปทำ Broadcast และแคมเปญอย่างไรให้ตรงกลุ่ม
เมื่อได้ segment แล้ว งานสำคัญไม่ใช่แค่แยกรายชื่อ แต่คือการเปลี่ยนข้อความเดียวให้กลายเป็นข้อเสนอเฉพาะกลุ่ม หลักง่ายคือ หนึ่งกลุ่ม หนึ่งเป้าหมาย หนึ่งข้อความหลัก อย่าใส่หลายวัตถุประสงค์ในแคมเปญเดียว
| Segment | เป้าหมายหลัก | ข้อความที่ควรส่ง | ข้อเสนอที่เหมาะ |
|---|---|---|---|
| ลูกค้าใหม่ 30 วัน | เร่งซื้อซ้ำ | ขอบคุณที่สั่งครั้งแรก พร้อมแนะนำสินค้าที่ใช้คู่กัน | ส่วนลดซื้อครั้งที่ 2 หรือส่งฟรีภายใน 7-14 วัน |
| ลูกค้าประจำ | เพิ่มยอดต่อบิล | คุณซื้อสินค้านี้เป็นประจำ อาจสนใจแพ็กที่คุ้มกว่า | แพ็กคู่ แพ็กเติม หรือแต้มสะสม |
| ลูกค้าหลับ | ดึงกลับมา | หายไปนาน มีสินค้าใหม่หรือโปรเฉพาะคุณ | โปรกลับมาซื้อภายใน 3 วัน |
| ลูกค้ามูลค่าสูง | รักษาความสัมพันธ์ | สิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มพรีเมียม | สิทธิ์จองก่อน บริการพิเศษ หรือของแถมมูลค่าสูง |
| คนกดดูแต่ไม่ซื้อ | ปิดข้อกังวล | รุ่นที่คุณดูอยู่มีรีวิวและรับประกันแบบนี้ | คูปองเล็กน้อย รีวิว หรือผ่อน/เก็บปลายทาง |
| คนเคยทักแต่ไม่ปิด | เร่งปิดการขาย | สรุปข้อมูลที่เคยคุย พร้อมตอบคำถามค้างคา | นัดเดโม โทรติดตาม หรือข้อเสนอหมดเขต |
หลักการทำ Broadcast ให้คุ้มงบ
- 1
เลือกกลุ่มที่มีโอกาสสูงก่อน
ถ้าทรัพยากรจำกัด ให้เริ่มจากลูกค้าใหม่ 30 วัน ลูกค้าหลับ และคนเคยทักแต่ไม่ปิด เพราะมักเห็นผลเร็วกว่า
- 2
เปลี่ยนข้อความตามเหตุผลซื้อ
อย่าส่งแต่ราคาเสมอไป ลูกค้ามูลค่าสูงอาจตอบสนองต่อบริการและความพิเศษมากกว่าส่วนลด
- 3
กำหนด KPI รายกลุ่ม
เช่น ลูกค้าใหม่วัดอัตราซื้อซ้ำใน 30 วัน ลูกค้าหลับวัดอัตรากลับมาซื้อ และคนเคยทักวัดอัตราปิดการขาย
- 4
ทดสอบข้อเสนอ 2 แบบพอ
เช่น ส่วนลด 10% เทียบกับส่งฟรี ไม่ต้องทดสอบหลายแบบเกินไปจนอ่านผลไม่ออก
- 5
อัปเดต segment ตามรอบเวลา
อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งสำหรับธุรกิจที่ออเดอร์เข้าเกือบทุกวัน หรือเดือนละครั้งสำหรับธุรกิจที่ขายเป็นรอบ
ตัวอย่างเชิงตัวเลข: หากฐานลูกค้า 3,000 ราย และมีลูกค้าหลับ 600 ราย การส่งโปรแรงให้ทุกคนอาจสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าส่งเฉพาะ 600 ราย พร้อมข้อเสนอหมดเขต 72 ชั่วโมง แล้วได้อัตรากลับมาซื้อ 8% เท่ากับมีลูกค้ากลับมา 48 ราย ถ้ามูลค่าต่อบิลเฉลี่ย 1,200 บาท จะได้ยอด 57,600 บาทจากแคมเปญที่เจาะเฉพาะกลุ่ม แทนที่จะหว่านส่วนลดให้ทั้งฐาน
6ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย: แบ่งละเอียดเกินจนทีมดูแลไม่ไหว
หลายทีมเริ่มทำ segmentation ด้วยความตั้งใจดี แต่จบด้วยการมีกลุ่ม 15-20 กลุ่ม ทั้งที่ทีมมีคนทำคอนเทนต์ 1-2 คน ผลคือไม่มีใครส่งแคมเปญได้ครบ วัดผลไม่ต่อเนื่อง และฐานข้อมูลยิ่งสับสนกว่าเดิม
- →แบ่งกลุ่มจากทุกตัวแปรพร้อมกันจนเล็กเกินไป เช่น หญิง 25-34 กรุงเทพฯ ซื้อ 2 ครั้ง สนใจสินค้าประเภท A แต่ยังไม่ซื้อ B
- →ไม่มีเจ้าของ segment ชัดเจน ทำให้รายชื่อไม่อัปเดต
- →ตั้งเงื่อนไขซับซ้อนเกินกว่าข้อมูลที่มีจริง
- →ไม่มี KPI รายกลุ่ม จึงไม่รู้ว่า segment ไหนสร้างยอดหรือแค่สร้างงาน
- →ใช้ส่วนลดเป็นคำตอบของทุกกลุ่ม จนมาร์จิ้นหายโดยไม่จำเป็น
⚠️ เกณฑ์ตัดสินใจว่ากลุ่มไหนมากเกินไป
ถ้าทีมคุณไม่สามารถเขียนข้อความเฉพาะกลุ่ม ส่งแคมเปญ และวัดผลได้ครบทุกกลุ่มภายใน 1 รอบเดือน แปลว่าจำนวน segment มากเกินไป ให้รวมกลุ่มที่มีพฤติกรรมใกล้กันเข้าด้วยกันก่อน
7แนวทางเริ่มต้น 30 วันสำหรับ SME
ถ้ายังไม่เคยทำ segmentation มาก่อน ลองเริ่มตามแผนสั้น ๆ นี้เพื่อให้เห็นผลและไม่หลุดโฟกัส
- 1
สัปดาห์ที่ 1: รวบข้อมูลลูกค้า
ดึงรายชื่อพร้อมวันที่ซื้อ ยอดซื้อ และประวัติการทักหรือการกดดูเท่าที่มี จัดให้อยู่ในไฟล์เดียว
- 2
สัปดาห์ที่ 2: สร้าง 4-6 segment หลัก
เริ่มจากลูกค้าใหม่ ลูกค้าประจำ ลูกค้าหลับ ลูกค้ามูลค่าสูง คนกดดูแต่ไม่ซื้อ และคนเคยทักแต่ไม่ปิด
- 3
สัปดาห์ที่ 3: เขียนข้อความเฉพาะกลุ่ม
แต่ละกลุ่มมี 1 เป้าหมาย 1 ข้อเสนอ 1 ปุ่มให้ทำต่อ เช่น ซื้อซ้ำ ทักกลับ หรือนัดคุย
- 4
สัปดาห์ที่ 4: ส่งแคมเปญและวัดผล
ดูอัตราเปิด อัตราคลิก อัตราตอบกลับ อัตราปิดการขาย และยอดขายต่อกลุ่ม แล้วเลือก 2 กลุ่มที่ผลดีที่สุดไปทำต่อเนื่อง
เป้าหมายของเดือนแรกไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือการสร้างระบบที่ทีมทำซ้ำได้ เมื่อมีวินัยในการอัปเดต segment และวัดผล คุณจะเริ่มเห็นว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มตอบสนองไม่เหมือนกัน และการทำแคมเปญจะเปลี่ยนจากการเดาเป็นการตัดสินใจที่มีหลักฐานรองรับ
💡 สรุปให้เอาไปใช้ต่อได้ทันที
เริ่ม segmentation จากข้อมูลที่มีจริงก่อน โดยใช้ 4 เกณฑ์หลักคือ Demographic, Geographic, Behavioral และ Psychographic หากต้องเลือกวิธีที่คุ้มที่สุดสำหรับ SME ให้เริ่มจาก Behavioral และ RFM เพราะผูกกับยอดขายโดยตรง จากนั้นสร้าง 4-6 กลุ่มหลัก เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าประจำ ลูกค้าหลับ ลูกค้ามูลค่าสูง คนกดดูแต่ไม่ซื้อ และคนเคยทักแต่ไม่ปิด แล้วทำ Broadcast ให้แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายและข้อความต่างกัน สิ่งที่ต้องระวังคือแบ่งละเอียดเกินไปจนทีมดูแลไม่ไหว ถ้าดูแลไม่ครบ ให้น้อยกลุ่มลงแต่ทำให้สม่ำเสมอจะเห็นผลมากกว่า
อยากให้ทีมเมฆช่วยวางระบบนี้ให้ธุรกิจคุณ คุยกับทีม Mekha
หมวดหมู่อื่น